MU Cafeteria
21/05/2021
Sustainable Development Operation
16/06/2021

Carbon Footprint

คาร์บอนฟุตพริ้น (Carbon Footprint)

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ คือ ปริมาณรวมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซหัวเราะ เป็นต้น ที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์หรือบริการ ตลอดวัฏจักรชีวิต ซึ่งแหล่งกำเนิดของก๊าซดังกล่าวมาจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล กระบวนการในภาคอุตสาหกรรมหรือกสิกรรม เป็นต้น ซึ่งคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการวัดผลกระทบของผลิตภัณฑ์และบริการจากกิจกรรมของคนที่มีต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงปริมาณ โดยใช้ตัวบ่งชี้คือโอกาสในการเกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential; GWP)

ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้คงที่ ซึ่งหากบรรยากาศโลกไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด เนื่องจากก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

ทั้งนี้ ก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อนและถูกจัดอยู่ในกลุ่มก๊าซเรือนกระจกมีจำนวนมาก ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ คือ ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โอโซน มีเทน ไนตรัสออกไซด์ สารซีเอฟซี เป็นต้น แต่ก๊าซเรือนกระจกที่ถูกควบคุมโดยพิธีสารเกียวโต มีเพียง 7 ชนิด โดยจะต้องเป็นก๊าซที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (Anthropogenic greenhouse gas emission) เท่านั้น ได้แก่

  1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
  2. ก๊าซมีเทน (CH4)
  3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N20)
  4. ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC)
  5. ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFC)
  6. ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6)
  7. ก๊าซไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3)

ทั้งนี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง คือ สารซีเอฟซี (CFC หรือ Chlorofluorocarbon) ซึ่งใช้เป็นสารทำความเย็นและใช้ในการผลิตโฟม แต่ไม่ถูกกำหนดในพิธีสารเกียวโต เนื่องจากเป็นสารที่ถูกจำกัดการใช้ในพิธีสารมอนทรีออลแล้ว

ที่มา

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร เช่น การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้า การจัดการของเสีย และการขนส่ง ซึ่งวัดออกมาในรูปตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น SCOPE ดังนี้

SCOPE I: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักร การใช้พาหนะขององค์กร (ที่องค์กรเป็นเจ้าของเอง) การใช้สารเคมีในการบำบัดน้ำเสีย การรั่วซึม/รั่วไหล จากกระบวนการหรือกิจกรรม เป็นต้น

SCOPE II: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การซื้อพลังงานมาใช้ในองค์กร เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ เป็นต้น

SCOPE III: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other  Indirect Emissions)

ได้แก่ การเดินทางของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนานอกสถานที่ การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น

การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization หรือ Corporate Carbon Footprint: CCF)

เป็นวิธีการประเภทหนึ่งในการแสดงข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการดำเนินงานขององค์กร อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่องทั้งการใช้พลังงาน การเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่น ๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน และนับวันปัญหาดังกล่าวก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การดำเนินงานของกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำโปรแกรม MU Carbon Footprint ในปี 2558 เพื่อใช้เป็นระบบจัดเก็บฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะ/ส่วนงาน และพัฒนาโปรแกรม ECO Data เพื่อเก็บหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลสามารถประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งมหาวิทยาลัยพร้อมทั้งตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และเป็นการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ ตามยุทธศาสตร์การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน (Sustainability Resource Use) ของ นโยบายขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลสู่การพัฒนายั่งยืน (Mahidol University Sustainability Action) ตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Ensure sustainable consumption and production patterns) ที่ครอบคลุมประเด็นการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และเป้าหมายที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

นอกจากนี้ เพื่อให้ส่วนงานมีความเข้าใจในการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint Organization) ได้อย่างมีมาตรฐาน จึงสนับสนุนส่วนงานจัดทำรายงานการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกและขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยการสร้างระบบการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย

โดยกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม ให้การสนับสนุนหน่วยงานในการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรดังนี้

  1. การให้คำปรึกษาและช่วยประเมินขอบเขต ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งทวนสอบภายในให้กับหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย
  2. การประสานงานกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) และผู้ทวนสอบภายนอก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการทวนสอบและขึ้นทะเบียนกับ

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อประเมินข้อมูลการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย
  2. เพื่อใช้ในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหน่วยงานในมหาวิทยาลัยมหิดล
    ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. เพื่อเป็นการทวนสอบและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรของหน่วยงานในมหาวิทยาลัยมหิดล

 

วิธีการดำเนินการ

1  กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
  • จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน
  • กำหนดขอบเขตในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร
  • กำหนดขอบเขตขององค์กรในการรวบรวมแหล่งปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่ต้องการประเมินผล
  • กำหนดขอบเขตการดำเนินงานโดยระบุกิจกรรมที่มีการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่สัมพันธ์กับการดำเนินงานขององค์กร โดยให้ประเมินผลในประเภทที่ 1 (Scope I) และประเภทที่ 2 (Scope II)
  • ศึกษาและเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
  • จัดทำ ระเบียบปฏิบัติการ (Procedure) การจัดทำก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
  • ประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร
  • จัดทำรายงานก๊าซเรือนกระจก
2  กระบวนการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
  • การทวนสอบภายใน (Internal Audit)
  • การทวนสอบจากหน่วยงานทวนสอบที่ผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองผู้ทวนสอบ (External Audit)
  • ปรับปรุงแก้ไขรายงานก๊าซเรือนกระจกตามคำแนะนำของผู้ทวนสอบ (External Audit)
3 การขึ้นทะเบียนขอเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

ดำเนินการส่งใบสมัครและหลักฐานสำหรับการขอขึ้นทะเบียนแสดงเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และติดตามผลการขอขึ้นทะเบียนจนแล้วเสร็จตามขั้นตอนที่กำหนดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) จนได้รับตราสัญลักษณ์ ทั้งนี้ อบก. จะมีการจัดงาน “ร้อยดวงใจ ร่วมใจลดโลกร้อน” ขึ้นในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อเป็นการขอบคุณและมอบประกาศนียบัตรให้แก่องค์กรที่เข้าร่วมกิจกรรมและโครงการลดก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ภายใต้การดำเนินงานของ อบก.

โดยมีส่วนงานที่เข้าร่วมและได้รับการรับรองดังนี้

ปี 2560

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล (Golden Jubilee Medical Center)

ปี 2561

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 พิธีเปิดโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน

  • พิธีเปิดโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน https://mahidol.ac.th/th/2018/tm-carbon/

ปี 2562

คณะทันตแพทยศาสตร์

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์

 Kick Off Carbon Footprint Organization คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ https://op.mahidol.ac.th/pe/2019/4060/

ปี 2563

วิทยาลัยนานาชาติ

 วิทยาลัยนานาชาติเปิดโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร

MUIC Receives Organization Carbon Footprint Assessment Award

หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล

  • หอสมุดและคลังความรู้ฯ ทำข้อตกลงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร https://www.li.mahidol.ac.th/21jan2020/
  • หอสมุดและคลังความรู้ฯ ให้การต้อนรับคณะทำงานทวนสอบการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  https://www.li.mahidol.ac.th/12may2020/
  • หอสมุดและคลังความรู้ฯ เข้ารับเกียรติบัตรองค์กรที่ผ่านการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ประจำปีงบประมาณ 2563 https://www.li.mahidol.ac.th/16sep2020/

และได้จัดทำ คู่มือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของโรงพยาบาล โครงการส่งเสริมกิจกรรมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกของหน่วยงาน download (pdf)

โครงการผู้บริหารคาร์บอนต่ำ

เป็นการสร้างความตระหนักในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริหารและบุคลากรให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการสร้างต้นแบบผู้นำให้แก่ประชาคมมหิดล ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากกิจวัตรประจำวันของผู้บริหารแต่ละท่านเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายบุคคลและดำเนินการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านกิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting Program) หรือการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย ซึ่งเป็นเครดิตที่ได้จากกิจกรรมที่ช่วยลด หรือทดแทนก๊าซเรือนกระจกที่เราปล่อยไปได้ เช่น การใช้พลังงานทางเลือก การใช้ก๊าซชีวภาพต่าง ๆ ฯลฯ และขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งหมายความว่า ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีนั้น

โครงการนี้เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2561 โดยทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าร่วมทั้งสิ้น 14 ท่าน และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 118 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ปี พ.ศ.2562 มีผู้บริหารเข้าร่วม 16 ท่าน และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 178 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ปี พ.ศ.2563 มีผู้บริหารเข้าร่วม 18 ท่าน และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 219 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ทั้งสองโครงการนี้เป็นหนึ่งในการสร้างความมีประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของบุคลากร นักศึกษา และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรและองค์กรในการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลสู่การพัฒนายั่งยืน (Mahidol University Sustainability Action) และเป็นตัวอย่างของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ต่อไป

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

  1. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร http://thaicarbonlabel.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=YUc5dFpRPT0

เอกสารประกอบการอบรมการจัดทำคาร์บอนฟุตฟริ้นท์องค์กร มหาวิทยาลัยมหิดล

https://op.mahidol.ac.th/pe/เอกสารเผยแพร่/#manual

  • Sustainable University and MU Eco-University Policy
  • ขอบเขตการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของมหาวิทยาลัยมหิดล
  • คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
  • การเตรียมตัวเพื่อรับการทวนสอบ CFO
  • วิธีการศึกษามวลชีวภาพในป่าไม้
  • Data sheet Forest
  1. ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ